หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10-15 ปีก่อน คำแนะนำมาตรฐานของกูรูการเงินในประเทศไทยมักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “ให้เริ่มต้นออมหุ้นแบบ DCA ในกองทุนดัชนี SET50 สิ แล้วถือยาว ๆ เดี๋ยวดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานเอง”
คำแนะนำนั้นถูกต้องอย่างยิ่งในบริบทของเวลานั้นค่ะ เพราะในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต ตลาดหุ้นไทยเป็นดาวรุ่งที่ต่างชาติจับตามอง และเรายังไม่มีเครื่องมือที่เอื้อให้คนทั่วไปออกไปลงทุนต่างประเทศได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้
แต่เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนมาถึงปี 2026 โลกการลงทุนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่นักลงทุนไทยจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับตลาดหุ้นบ้านเกิด บางคนลงทุนแบบ DCA มาเป็นเวลา 5 ปี หรือ 7 ปี แต่พอร์ตกลับยังเป็นสีแดง หรือโตขึ้นเพียงน้อยนิดจนแทบไม่ชนะเงินเฟ้อ ในขณะที่เพื่อนข้าง ๆ ที่เพิ่งเริ่ม DCA หุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุนหุ้นโลกได้ไม่นาน กลับมาอวดผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ
ความรู้สึก “รักพี่เสียดายน้อง” และความกังวลว่า “ถ้าไปนอกแล้วจะเจ็บตัวไหม” หรือ “ถ้าทิ้งหุ้นไทยแล้วมันเด้งใส่หน้าจะทำยังไง” เป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของนักลงทุนทุกคน

กับดักของความคุ้นเคย ทำไมเราถึงยังติดอยู่กับหุ้นไทย
ก่อนจะไปดูตัวเลข เราต้องทำความเข้าใจจิตวิทยาการลงทุนก่อนค่ะ นักลงทุนทั่วโลกมักจะมีสิ่งที่เรียกว่า Home Bias หรือความลำเอียงที่ชื่นชอบการลงทุนในประเทศตัวเอง เพราะเรารู้จักแบรนด์เหล่านี้ดี เราเดินเข้า 7-Eleven ทุกวัน เราเติมน้ำมันที่ PTT เราใช้เครือข่ายมือถือ AIS ความคุ้นเคยนี้สร้างความรู้สึกปลอดภัย (False Sense of Security) ว่าเรารู้จักมันดี
แต่ในโลกของการลงทุน “บริษัทที่ดี” กับ “หุ้นที่น่าลงทุน” อาจเป็นคนละเรื่องกันค่ะ บริษัทไทยหลายแห่งมีความแข็งแกร่งมาก มีกำไรสม่ำเสมอ แต่ “ราคาหุ้น” อาจจะไม่ไปไหน เพราะขาดปัจจัยการเติบโตใหม่ ๆ (Growth Driver)
ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีโครงสร้างแบบ Old Economy หรือเศรษฐกิจยุคเก่าเกือบทั้งกระดานค่ะ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร พาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เป็นวัฏจักร (Cyclical) และอิ่มตัวแล้ว ในขณะที่โลกกำลังหมุนไปด้วย AI, Cloud Computing, Semiconductors หรือ BioTech ซึ่งสิ่งเหล่านี้แทบหาไม่ได้เลยในตลาดหุ้นไทย
นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่ว่า ทำไมดัชนีหุ้นไทยถึงวนเวียนอยู่ที่ระดับ 1,400 – 1,700 จุด มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี หรือที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “The Lost Decade” หรือทศวรรษที่หายไปของการลงทุนหุ้นไทย
กางสถิติ DCA ย้อนหลัง ไทย vs สหรัฐฯ ใครคือผู้ชนะตัวจริง
เพื่อไม่ให้เป็นการใช้อารมณ์ตัดสิน เราลองมาจำลองสถานการณ์จริงกันค่ะ สมมติว่ามีนักลงทุน 2 คน คือ “คุณหญิงไทย” และ “คุณหญิงอินเตอร์”
ทั้งคู่เริ่มต้นลงทุนพร้อมกันเมื่อ 10 ปีก่อน (สมมติช่วงปี 2016 – 2025) ด้วยเงินลงทุนเท่ากันคือ 10,000 บาทต่อเดือน อย่างมีวินัย ไม่มีการถอน และลงทุนในดัชนีที่เป็นตัวแทนของตลาดนั้น ๆ
พอร์ตของคุณหญิงไทย (DCA กองทุนดัชนี SET50) ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความผันผวนสูงแต่ทิศทางราคา (Price Return) ค่อนข้างทรงตัว บางปีขึ้นแรง แต่ปีถัดมาร่วงหนัก ทำให้ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนทบต้น (CAGR) ของดัชนี SET เมื่อรวมเงินปันผลแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 2% ถึง 4% ต่อปี เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับจังหวะเข้าซื้อ)
- เงินต้นรวม 1,200,000 บาท
- มูลค่าพอร์ตปลายทาง อาจจะอยู่ที่ประมาณ 1,350,000 – 1,450,000 บาท
- สรุป กำไรมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับระยะเวลา 10 ปี และแทบจะแพ้เงินเฟ้อทางอ้อม
พอร์ตของคุณหญิงอินเตอร์ (DCA กองทุนดัชนี S&P 500) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นโลก มีการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent 7) ที่ดันดัชนีให้พุ่งทะยานต่อเนื่อง แม้จะมีวิกฤตโควิดหรือเงินเฟ้อ แต่ก็ฟื้นตัวกลับมาทำ New High ได้เสมอ ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนทบต้น (CAGR) ย้อนหลัง 10 ปี สูงถึง 10% ถึง 12% ต่อปี (ในสกุลเงินดอลลาร์)
- เงินต้นรวม 1,200,000 บาท
- มูลค่าพอร์ตปลายทาง อาจจะพุ่งไปถึง 2,100,000 – 2,300,000 บาท
- สรุป เงินต้นเท่ากัน แต่ปลายทางต่างกันเกือบ 1 ล้านบาท นี่คือพลังของ “ดอกเบี้ยทบต้น” ในสินทรัพย์ที่เติบโตจริง
บทเรียนจากตัวเลข วินัยการออม (DCA) เป็นเรื่องสำคัญค่ะ แต่การเลือก “พาหนะ” หรือสินทรัพย์ที่ลงทุน สำคัญยิ่งกว่า การขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย คำกล่าวนี้ใช้ได้จริงกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เหรียญอีกด้านของการไปลงทุนนอก
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะอยากเทขายกองทุนไทยทิ้งแล้วย้ายเงินไปอเมริกาให้หมดเดี๋ยวนี้ แต่ช้าก่อนค่ะ การลงทุนต่างประเทศไม่ได้มีแต่ทุ่งลาเวนเดอร์ มันมี “หลุมพราง” ที่คุณต้องระวังและต้องนำมาคำนวณเป็นต้นทุนด้วย
1. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)
นี่คือตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้และส่งผลกระทบมหาศาลค่ะ สมมติว่าหุ้นสหรัฐฯ ที่คุณถืออยู่ ราคาขึ้น 10% แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เงินบาทแข็งค่าขึ้น 10% (จาก 36 บาท เหลือ 32.4 บาท) เมื่อคุณแลกเงินกลับมาเป็นเงินไทย กำไรที่คุณทำมาจะหายวับไปกับตาทันที กลายเป็นเสมอตัว ในปี 2026 ที่ค่าเงินโลกผันผวน การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) ของกองทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งมักจะมาพร้อมกับค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น
2. ภาษีการลงทุนต่างประเทศ
เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดของนักลงทุนไทยในยุคนี้ค่ะ กฎหมายภาษีฉบับใหม่ ๆ ที่เริ่มบังคับใช้ ทำให้การนำกำไรจากการลงทุนต่างประเทศกลับเข้ามาในไทย ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากคุณเป็นคนฐานภาษีสูง การลงทุนหุ้นนอกแล้วได้กำไร อาจจะต้องเสียภาษีส่วนนี้ไปอีก 20-30% ซึ่งเมื่อหักลบแล้ว ผลตอบแทนสุทธิอาจจะไม่ได้ทิ้งห่างหุ้นไทย (ที่ได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain) มากอย่างที่คิด
3. ความผันผวนที่รุนแรงกว่า (Volatility)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือหุ้นเทคโนโลยี เวลาบทจะลง สามารถลงได้ลึกถึง 20-30% ในเวลาสั้น ๆ (เช่นช่วงวิกฤต Dot Com หรือ Subprime) หากคุณใจไม่แข็งพอ หรือจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก การขาดทุนในหุ้นนอกจะเจ็บปวดกว่าหุ้นไทยที่มีปันผลคอยพยุงราคาไว้

หุ้นไทยไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมด ถ้าเลือกให้ถูกตัว
ถึงแม้ภาพรวมดัชนี (Index) จะดูไม่จืด แต่ถ้าเจาะลึกลงไปรายตัว หรือรายกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นไทยก็ยังมีเพชรซ่อนอยู่ค่ะ
หุ้นปันผลสูง (Dividend Plays) ตลาดหุ้นไทยคือสวรรค์ของนักล่าเงินปันผลค่ะ หลายบริษัทจ่ายปันผล 5-7% ต่อปี อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหาได้ยากในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500 จ่ายปันผลเฉลี่ยแค่ 1.5%) สำหรับคนที่เกษียณแล้ว หรือต้องการกระแสเงินสด (Passive Income) มาใช้จ่ายรายเดือน โดยไม่ได้ต้องการให้พอร์ตโตหวือหวา หุ้นไทยกลุ่มนี้ยังคงตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและการแพทย์ (Tourism & Healthcare) ประเทศไทยยังคงเป็น World Class Destination ด้านการท่องเที่ยวและการรักษาพยาบาล หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและสนามบินของไทย มีความแข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ ชนะเงินเฟ้อได้สบาย ๆ
คำตอบสุดท้ายของคำถามที่ว่า “DCA หุ้นไทยหรือหุ้นนอกดีกว่า” จึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ แต่คือการ Asset Allocation หรือการจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ขอเสนอโมเดลการจัดพอร์ตแบบ Hybrid สำหรับปี 2026 ดังนี้ค่ะ
ส่วนที่ 1 The Growth Engine (หุ้นต่างประเทศ 60-70%) ให้ใช้กองทุนดัชนีหุ้นโลก (MSCI World) หรือหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) เป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนความมั่งคั่ง เป้าหมายคือการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) เงินส่วนนี้คือเงินเย็นที่คุณจะไม่แตะต้องมัน และปล่อยให้มันทบต้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อและสร้างอิสรภาพทางการเงิน
ส่วนที่ 2 The Cash Cow & Safety (หุ้นไทย 30-40%) ให้ใช้หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย เป็น “แหล่งผลิตกระแสเงินสด” และ “ตัวช่วยลดภาษี”
- กองทุนลดหย่อนภาษี (Thai ESG / RMF) ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้คุ้มค่าที่สุด เพราะกำไรจากภาษีคือกำไรที่แน่นอนตั้งแต่วันแรก
- หุ้นปันผล เลือกหุ้นไทยที่พื้นฐานแกร่ง จ่ายปันผลสูง เพื่อรับเงินสดระหว่างทาง ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีนำเงินเข้าประเทศ
กลยุทธ์การ DCA
- สำหรับคนอายุน้อย (First Jobber – 35 ปี) เน้นหุ้นนอกให้หนัก (80-90%) เพราะคุณมีเวลาให้เงินทำงานนานพอที่จะผ่านพ้นวิกฤต และยังไม่ต้องกังวลเรื่องกระแสเงินสด
- สำหรับคนวัยกลางคน (40 – 50 ปี) ปรับมาสู่สูตร 60/40 (นอก/ไทย) เริ่มสร้างฐานปันผลจากหุ้นไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ
- สำหรับวัยเกษียณ อาจจะเน้นหุ้นไทยปันผลสูงเป็นหลัก (60-70%) เพื่อความปลอดภัยและความง่ายในการบริหารจัดการเงิน
การลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวค่ะ แต่สถิติได้บอกความจริงกับเราแล้วว่า การขังเงินไว้ในประเทศเดียวมีความเสี่ยงเกินไปในโลกยุคใหม่ การเปิดประตูก้าวออกไปลงทุนในระดับ Global ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่จำเป็นต้องทำ
เริ่มปรับสัดส่วน DCA ของคุณตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องทิ้งหุ้นไทย แต่ให้ลดบทบาทมันลงจาก “พระเอก” เหลือแค่ “พระรอง” และปล่อยให้หุ้นระดับโลกทำหน้าที่พาพอร์ตของคุณไปสู่เป้าหมายค่ะ

