สอนใช้ Google Trends สร้างเข็มทิศจับกระแสสังคม ที่สายการตลาดต้องทำให้เป็น

สอนใช้ Google Trends สร้างเข็มทิศจับกระแสสังคม ที่สายการตลาดต้องทำให้เป็น

การทำธุรกิจและการตลาดโดยปราศจากข้อมูลอ้างอิงก็เปรียบเสมือนการเดินเรือกลางมหาสมุทรโดยไม่มีเข็มทิศ นักการตลาดหลายคนมักตกหลุมพรางของการใช้สัญชาตญาณหรือความชอบส่วนตัวในการตัดสินใจเลือกหัวข้อคอนเทนต์ หรือเลือกสินค้ามาขาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจอาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราคิดโดยสิ้นเชิง การมีเครื่องมือที่ช่วยยืนยันสมมติฐานด้วยข้อมูลจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ Google Trends คือเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ทรงพลังอย่างมหาศาลแต่กลับถูกมองข้ามบ่อยครั้ง เครื่องมือนี้เปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เราเห็นว่าคนทั้งโลกกำลังค้นหาอะไรในวินาทีนี้

วางแผนคอนเทนต์ล่วงหน้าด้วยกราฟเวลา

เคยมั้ยที่เตรียมคอนเทนต์ไว้อย่างดีแต่พอปล่อยออกไปกลับเงียบกริบ หรือบางครั้งปล่อยคอนเทนต์ช้าไปเพียงก้าวเดียวก็ตกขบวนรถไฟไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการที่เราไม่รู้ช่วงเวลาที่เหมาะสม ความลับของ Google Trends คือฟีเจอร์ Interest over time หรือกราฟแสดงความสนใจเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นรูปแบบเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำในแต่ละปีได้อย่างชัดเจน

จับจังหวะพีคของคำค้นหา

กราฟของ Google Trends สามารถบอกได้ว่าสินค้าหรือหัวข้อหนึ่งๆ จะได้รับความนิยมสูงสุดในเดือนไหนของปี ตัวอย่างเช่น หากคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับ “ของขวัญปีใหม่” กราฟอาจจะเริ่มพุ่งสูงตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนและไปพีคสุดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม การรู้ข้อมูลนี้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณเตรียมงบโฆษณา สต็อกสินค้า และทำคอนเทนต์ดักรอลูกค้าได้ตั้งแต่กราฟเริ่มไต่ระดับ ไม่ใช่ไปเริ่มทำตอนที่กราฟพุ่งสูงสุดซึ่งอาจจะสายเกินไป การดูข้อมูลย้อนหลัง 3 ถึง 5 ปี จะช่วยยืนยันได้ว่าเทรนด์นี้เป็นฤดูกาลที่แน่นอน (Seasonal Trend) หรือเป็นเพียงกระแสชั่วคราว

เลิกเถียงกันว่าใช้คำไหนดี ให้ดูที่ข้อมูล

ในการทำ SEO (Search Engine Optimization) หรือการตั้งชื่อบทความ มักเกิดข้อถกเถียงในทีมการตลาดเสมอว่าควรใช้คำไหนดี เช่น ระหว่างคำว่า “ที่พักพัทยา” กับ “โรงแรมพัทยา” คำไหนที่มีคนค้นหามากกว่ากัน การใช้ความรู้สึกตัดสินอาจทำให้คุณเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมหาศาล

เปรียบเทียบคำค้นหาเพื่อชิงความได้เปรียบ

Google Trends มีฟีเจอร์ Compare ที่ให้คุณใส่คำค้นหาได้สูงสุดถึง 5 คำพร้อมกัน เพื่อเปรียบเทียบปริมาณการค้นหา (Search Volume) ในรูปแบบกราฟเส้น เมื่อคุณเห็นเส้นกราฟ คุณจะทราบทันทีว่าคำไหนคือคำที่ “Mass” หรือเป็นคำที่คนส่วนใหญ่ใช้ค้นหาจริงๆ ข้อมูลนี้มีค่าดั่งทองคำสำหรับการทำ Keyword Research เพื่อนำไปเขียนพาดหัวข่าว (Headline) หรือเลือกซื้อ Keyword สำหรับ Google Ads ให้คุ้มค่าเงินที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเห็นแนวโน้มด้วยว่า คำบางคำอาจจะเคยฮิตในอดีตแต่ปัจจุบันคนเลิกใช้ไปแล้ว

ค้นหาไอเดียใหม่จากคำค้นหาที่กำลังมาแรง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ Content Creator คืออาการ “ตัน” หรือคิดไม่ออกว่าจะทำคอนเทนต์อะไรดี การวนเวียนอยู่กับหัวข้อเดิมๆ อาจทำให้ผู้ติดตามเบื่อหน่าย ฟีเจอร์ Related Queries (คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง) และ Rising (มาแรง) ใน Google Trends คือขุมทรัพย์ที่จะช่วยระเบิดไอเดียใหม่ๆ ให้คุณได้อย่างไม่รู้จบ

เจาะลึกสิ่งที่คนสงสัยจริงๆ

เมื่อคุณใส่คีย์เวิร์ดหลักลงไป เลื่อนลงมาด้านล่างคุณจะพบกับตารางที่แสดงหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Google จะแบ่งเป็น “ยอดนิยม” (Top) และ “มาแรง” (Rising)

  • Top จะบอกคุณว่าในหัวข้อใหญ่นั้น คนสนใจเรื่องย่อยอะไรมากที่สุด
  • Rising คือไฮไลท์สำคัญ เพราะมันแสดงคำค้นหาที่มีอัตราการเติบโตพุ่งพรวด (Breakout) ในช่วงเวลานั้นๆ

การหยิบจับคำที่กำลัง Breakout มาทำคอนเทนต์ทันที จะช่วยให้คุณเกาะกระแส Viral ได้ก่อนใคร สำหรับใครที่ต้องการเรียนรู้เทคนิคเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีใช้ Google Trends จับกระแสและหาไอเดียคอนเทนต์ใหม่ๆ เพื่อนำไปต่อยอดกลยุทธ์คอนเทนต์ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น การศึกษาฟีเจอร์นี้อย่างละเอียดจะช่วยให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์

เจาะลึกรายจังหวัด ดูว่าพื้นที่ไหนสนใจเรื่องนี้ที่สุด

ประเทศไทยไม่ได้มีความสนใจเหมือนกันทั้งประเทศ สินค้าบางอย่างอาจจะขายดีถล่มทลายในภาคเหนือ แต่อาจจะขายไม่ออกเลยในภาคใต้ การหว่านงบโฆษณาไปทั่วประเทศ (Broad Targeting) จึงเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ Google Trends ช่วยให้คุณโฟกัสงบประมาณได้ถูกจุดด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่

Interest by subregion แผนที่นำทางธุรกิจ

ฟีเจอร์นี้จะแสดงแผนที่ประเทศไทยพร้อมเฉดสีความเข้มข้นของการค้นหา คุณสามารถดูเจาะลึกได้ถึงระดับจังหวัด (Subregion) ว่าพื้นที่ไหนมีการค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณมากที่สุด

  • สำหรับธุรกิจ E-commerce: ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณตั้งค่า Location Targeting ใน Facebook Ads หรือ Google Ads ได้แม่นยำขึ้น โดยเน้นยิงโฆษณาไปเฉพาะจังหวัดที่มีความสนใจสูง
  • สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน: หากคุณกำลังวางแผนขยายสาขา ข้อมูลนี้จะช่วยบอกได้ว่าจังหวัดไหนมี Demand รออยู่แล้ว ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนผิดที่ผิดทาง

แยกดูเทรนด์ YouTube สำหรับสายวิดีโอ

พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลบน Google Search (เว็บไซต์) กับ YouTube Search (วิดีโอ) นั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางครั้งคนอาจจะค้นหา “วิธีผูกเนคไท” บน YouTube มากกว่าบน Google เพราะต้องการดูภาพเคลื่อนไหว หากคุณเป็น YouTuber หรือ Video Creator การดูข้อมูลรวมๆ อาจทำให้หลงทางได้

กรองข้อมูลให้ตรงจริตแพลตฟอร์ม

Google Trends อนุญาตให้คุณเปลี่ยนตัวกรองจาก “Web Search” เป็น “YouTube Search” ได้ ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์กราฟและคำค้นหาที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมคนดูวิดีโอ

  • คุณอาจจะพบว่าคำว่า “รีวิว” หรือ “สอนทำ…” มีคะแนนความนิยมสูงมากในฝั่ง YouTube
  • ช่วยให้คุณตั้งชื่อคลิปและทำปกคลิป (Thumbnail) โดยใช้คำที่คนใน YouTube ค้นหาจริงๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดวิว (View) และโอกาสที่คลิปจะถูกแนะนำ (Suggested Video) ได้ดียิ่งขึ้น

Google Trends ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับดูข่าวดังหรือดาราที่กำลังเป็นกระแสเท่านั้น แต่เป็นอาวุธสำคัญทางธุรกิจที่นักการตลาดและผู้ประกอบการยุคใหม่ขาดไม่ได้ การใช้ข้อมูลจาก Google Trends ช่วยให้เราวางแผนคอนเทนต์ได้ถูกจังหวะเวลา เลือกใช้คำได้ตรงใจผู้บริโภค ค้นพบไอเดียใหม่ๆ ที่คู่แข่งยังมองไม่เห็น รวมถึงการเจาะตลาดรายพื้นที่และการทำวิดีโอคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลิกเดาแล้วหันมาใช้ Data ในการตัดสินใจ คือกุญแจสำคัญที่จะพาธุรกิจของคุณฝ่าคลื่นลมการแข่งขันในโลกดิจิทัลไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นใช้งานวันนี้ เพื่อสร้างเข็มทิศนำทางที่แม่นยำให้กับแบรนด์ของคุณ